หน้าแรก > สาระน่ารู้ > บำเหน็จ บำนาญ ใครแพ้ใครชนะ เมื่อเอ่ยถึงเงินบำเหน็จและบำนาญ ลูกจ้างจำนวนมากต่างก็ไม่เข้าใจว่าทั้งสอง

สาระน่ารู้


 บำเหน็จ VS บำนาญ ใครแพ้ใครชนะ
                                                                      
โดย พนัส ไทยล้วน 
                                                                  
กรรมการประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง
 
    
    เมื่อเอ่ยถึงเงินบำเหน็จและบำนาญ ลูกจ้างจำนวนมากต่างก็ไม่เข้าใจว่าทั้งสองอย่างแตกต่างกันอย่างไร เพราะในระบบของวงการแรงงานภาคเอกชน เงินบำเหน็จและบำนาญเกือบจะไม่มีการจ่ายให้กับลูกจ้างเลย แต่ในขณะนี้เงินบำเหน็จและบำนาญกำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อลูกจ้างภาคเอกชนมากขึ้น เพราะในปี 2557 ที่กำลังจะมาถึงในอีก 3 ปีข้างหน้า บำนาญของประกันสังคมจะเริ่มมีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้นเพื่อความรู้เกี่ยวกับบำเหน็จและบำนาญ ผมจึงขอเล่าเรื่องทั้งสองให้ลูกจ้างฟังพอทราบดังนี้
    
    บำเหน็จในความหมายของวงการแรงงาน หมายความถึงเงินหรือสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้างเมื่อพ้นจากการเป็นพนักงานของตน โดยจ่ายเพียงครั้งเดียว เงินบำเหน็จนี้เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนให้เป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือไปจากเงินค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าที่ลูกจ้างพึงได้รับตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541  เงินบำเหน็จส่วนใหญ่ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนขึ้นอยู่กับหน่วยงานนั้นๆ หรือขึ้นอยู่กับความพอใจของนายจ้าง เว้นแต่พนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ที่มีกฎหมายรองรับการจ่ายเงินบำเหน็จและบำนาญ แต่ส่วนใหญ่แล้วในรัฐวิสาหกิจมีสิทธิรับบำเหน็จเกือบทุกรัฐวิสาหกิจ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อการจ่ายเงินบำเหน็จก็คือเอาเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุงาน (เงินเดือนๆสุดท้ายX อายุงาน ) แล้วคำนวณออกมาเป็นตัวเงิน ซึ่งพนักงานจะได้รับเมื่อออกจากงาน (ยกเว้นการลาออก)
         สำหรับลูกจ้างเอกชน ระบบบำเหน็จเท่าที่ผมมีประสบการณ์ มีใช้อยู่เพียง 2 บริษัทฯเท่านั้นแต่บำเหน็จก็ไม่จ่ายให้เท่ากับรัฐวิสาหกิจ บางกิจการตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ ประมาณ 60 % ของค่าจ้าง ส่วนกิจการอื่นๆส่วนใหญ่ให้เป็นเงินก้อน หรือให้เพิ่มอีกเป็นจำนวนค่าจ้างแล้วแต่ตกลงกัน
บำนาญ
    
  บำนาญ  หมายเงินที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้างเมื่อพ้นจากการเป็นลูกจ้างไปแล้วจนกว่าลูกจ้างจะตาย ในรัฐวิสาหกิจมีเพียง 3 รัฐวิสาหกิจเท่านั่นที่ได้รับเงินบำนาญคือ (1) การรถไฟแห่งประเทศไทย (2) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (3) ธนาคารออมสิน ระบบการจ่ายเงินบำนาญก็คือเอาเงินเดือนๆสุดท้ายคูณด้วยอายุงานและหารด้วย 50 หรือ 55 แล้วแต่อายุงาน และใน 3 รัฐวิสาหกิจที่กล่าวมาข้างต้นหากพนักงานไม่ประสงค์จะรับบำนาญก็มีสิทธิขอรับเงินบำเหน็จได้เช่นเดียวกันกับพนักงานรัฐวิสาหกิจทั่วไปแต่เท่าที่ปรากฏมาพนักงานส่วนใหญ่ประมาณ 90%รับเงินบำนาญทั้งสิ้นทั้งนี้เพราะเงินบำนาญของพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งมีจำนวนสูงพอที่จะเป็นแรงจูงใจให้พนักงานรับเงินบำนาญไปจนตลอดชีวิต นอกจากนั้นแล้ว เมื่อพนักงานที่รับเงินบำนาญเสียชีวิต

พนักงานที่รับเงินบำนาญครอบครัวจะได้รับเงินบำนาญตกทอดอีกจำนวน 30 เท่าของเงินบำนาญที่ได้รับนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากทีเดียว


 
 เงินบำเหน็จชราภาพ 
ลูกจ้างจะได้รับเมื่อ 
(1) ลูกจ้างจะได้รับเมื่อจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน
(2) จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 12 เดือนแต่ไม่ถึง 180 เดือน
              
เงินบำนาญ   
ลูกจ้างจะได้รับเมื่อ
(1) จ่ายเงินสมทบมาครบ 180 เดือน
(2) ถ้าส่งเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน รับเงินบำนาญตลอดชีวิตเดือนละ 20%
ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย บวกเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อการจ่ายเงินสมทบทุกๆ12 เดือน

จะเห็นได้ว่าอัตราการรับเงินบำนาญที่ลูกจ้างจะได้รับจากสำนักงานประกันสังคมเมื่อพ้นจากการเป็นลูกจ้างไปแล้วมีเพียง 20 % ของเงินเดือนที่ตนได้รับในเดือนสุดท้ายนั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นที่อัตรา 1,400 บาทไปจนถึง 3,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนน้อยมาก เรียกว่าแทบจะไม่มีแรงจูงใจให้ลูกจ้างสนใจมากนัก ประกอบกับลูกจ้างส่วนใหญ่มักจะไม่มองอนาคตมักจะมองแต่เพียงใกล้ๆเท่านั้น บำนาญกับบำเหน็จจึงเป็นเรื่องท้าทายมากว่าลูกจ้างจะเลือกเอาอย่างไหน

++ อ่านทั้งหมด คลิกดาวน์โหลดไฟล์นี้++